Paper Submission

1. ข้อมูลเบื้องต้นของวารสาร

1.1 วัตถุประสงค์

1) เพื่อเป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย และงานสร้างสรรค์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในสาขาวิชาการบริหารธุรกิจและการจัดการ รัฐศาสตร์และ รัฐประศาสนศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มีคุณภาพซึ่งสามารถแสดงถึงประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎีเพื่อให้นักวิจัยสามารถนำไปพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ และประโยชน์ในเชิงปฎิบัติที่นักปฎิบัติสามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน ภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมและชุมชน
2) เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยและนำเสนอผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษา

1.2 ขอบเขตเนื้อหา ประกอบด้วย

1) บริหารธุรกิจและการจัดการ
2) รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
3) นิเทศศาสตร์
4) ศิลปศาสตร์
5) เทคโนโลยีสารสนเทศ
6) สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

1.3 กำหนดออก

วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเริ่มตีพิมพ์เผยแพร่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยจัดทำเป็นราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี)
กำหนดออกเป็นราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี) ดังนี้
1) ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มีนาคม (กำหนดออกในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม)
2) ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน – มิถุนายน (กำหนดออกในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน)
3) ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม – กันยายน (กำหนดออกในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน)
4) ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม – ธันวาคม (กำหนดออกในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม)

2. นโยบายการพิจารณารับตีพิมพ์ผลงาน

2.1 คำแนะนำทั่วไป

  • 1) ผลงานที่เสนอตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานวิจัย และวิทยานิพนธ์)
  • 2) ผลงานที่เสนอตีพิมพ์ต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งตีพิมพ์ อื่นใด
  • 3) กรณีบทความบางส่วนเคยเผยแพร่ในรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการ ผู้เขียนต้อง แสดงให้เห็นว่าบทความที่ส่งมาได้มีส่วนเพิ่มเติมหรือขยายจากบทความเดิม นอกจากนี้ผู้เขียนยังต้องระบุ ในบทความว่าได้เผยแพร่บางส่วนของบทความดังกล่าวไปแล้วที่ใดและเมื่อไรมาแล้ว
  • 4) ทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆในบทความถือเป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่ จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยกับทัศนะเหล่านั้นและไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงฝ่ายเดียว
  • 5) ลิขสิทธ์บทความเป็นของผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับการสงวนสิทธิ์ตาม กฎหมาย การตีพิมพ์ซ้ำต้องได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็น ลายลักษณ์อักษร

2.2 ประเภทผลงานที่รับตีพิมพ์

วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นรับพิจารณาตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ ดังนี้
1) บทความวิชาการ (Academic Article)
2) บทความวิจัย (Research Article)
3) บทความปริทัศน์ (Review Article)
4) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)

2.3 การพิจารณากลั่นกรองบทความ

  • 1) บทความที่จะได้รับพิจารณาตีพิมพ์ ต้องเป็นบทความที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพทางวิชาการ และมีประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎีเพื่อให้นักวิจัยสามารถนำไปพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ และประโยชน์ในเชิงปฎิบัติที่นักปฎิบัติสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมและชุมชน
  • 2) บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ท่านและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ

2.4 กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ (Peer Review)

  • 1) กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนทราบเมื่อกองบรรณาธิการได้รับบทความเรียบร้อย สมบูรณ์
  • 2) กองบรรณาธิการจะตรวจสอบรูปแบบการพิมพ์บทความ และเนื้อหาของบทความว่าตรงกับขอบเขตเนื้อหาของวารสารหรือไม่ รวมถึงคุณภาพทางวิชาการ ประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสารประกอบการนำเสนอบทความเพื่อพิจารณาเผยแพร่
  • 3) ในกรณีที่กองบรรณาธิการพิจารณาเห็นควรรับบทความไว้พิจารณาตีพิมพ์ กอง บรรณาธิการจะดำเนินการส่งบทความเพื่อกลั่นกรองต่อไป โดยจะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ท่านประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ โดยกระบวนการกลั่นกรองนี้ ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-Blind Process)
  • 4) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความแล้ว กองบรรณาธิการจะตัดสินใจโดยอิงตาม ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิว่าบทความนั้น ๆ ควรนำลงตีพิมพ์หรือควรจะส่งให้ผู้เขียนแก้ไขแล้วส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินอีกครั้งหนึ่ง หรือปฎิเสธการตีพิมพ์

3. ข้อกำหนดต้นฉบับ

  1. 3.1 การจัดพิมพ์ต้นฉบับ
    1. 1) บทความที่เสนอพิจาณาตีพิมพ์ต้องมีความยาวไม่เกิน 15 หน้ากระดาษ A4 พิมพ์บทความ โดยใช้ Font TH SarabunPSKขนาดตัวอักษร 16 Point
    2. 2) ระยะขอบกระดาษ 1 นิ้ว (เท่ากันทุกด้าน)
    3. 3) หมายเลขหน้า ให้ใส่ไว้ตำแหน่งด้านบนขวา ตั้งแต่ต้นจนจบบทความ
    4. 4) ชื่อเรื่องบทความ ขนาดตัวอักษร 18 Point (ตัวหนา) จัดกึ่งกลางหน้ากระดาษ
    5. 5) ระบุชื่อผู้เขียนไม่เกิน 3 คน หากมีผู้เขียนมากกว่า 3 คน ให้ระบุคำว่า “และคณะ” ต่อท้ายชื่อผู้เขียนคนที่ 3
    6. 6) บทคัดย่อภาษาไทย ความยาว 1 ย่อหน้า (250 คำ) ขนาดตัวอักษร 16 Point พิมพ์ 1 คอลัมน์ และต้องพิมพ์คำสำคัญต่อท้าย
    7. 7) บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ความยาว 1 ย่อหน้า (250 คำ) ขนาดตัวอักษร 16Point พิมพ์ 1 คอลัมน์ และต้องพิมพ์คำสำคัญต่อท้าย
    8. 8) เนื้อหาพิมพ์ 1 คอลัมน์ ขนาดตัวอักษร 16 Point
    9. 9) หมายเลขกำกับตาราง ขนาดตัวอักษร 14 Point (ตัวหนา) ส่วนชื่อตาราง ขนาดตัวอักษร 14 Point ให้พิมพ์ไว้บนตารางจัดชิดซ้าย ใต้ตารางบอกแหล่งที่มา จัดชิดซ้าย
    10. 10) หมายเลขกำกับภาพหรือแผนภูมิ ขนาดตัวอักษร 14 Point (ตัวหนา) ส่วนชื่อตาราง หรือชื่อแผนภูมิ ขนาดตัวอักษร 14 Point ให้พิมพ์ไว้ใต้ภาพหรือแผนภูมิ บรรทัดถัดมาให้บอกแหล่งที่มา จัดกึ่งกลางหน้ากระดาษ (ควรเป็นภาพหรือแผนภูมิที่ชัดเจนและแนบ File ภาพมาด้วย)
    11. 11) เอกสารอ้างอิง ขนาดตัวอักษร 16 Point (ตัวหนา) จัดชิดซ้าย ส่วนเนื้อหาเอกสารอ้างอิง ขนาดตัวอักษร 16 Point
    12. 12) ผู้เขียนต้องตรวจสอบความถูกต้องของการพิมพ์ต้นฉบับ เช่น รูปแบบการพิมพ์ การอ้างอิงตัวสะกด วรรคตอน และการใช้ภาษา
    13. 13) กรอกแบบฟอร์มเสนอบทความเพื่อพิจารณาเผยแพร่พร้อมกรอกชื่อและนามสกุลของผู้เขียน พร้อมประวัติย่อของผู้เขียน ระบุคุณวุฒิการศึกษาสูงสุด ตำแหน่งทางวิชาการ (ถ้ามี) ตำแหน่งงาน และหน่วยงานที่สังกัด หรือสถานศึกษา และแนบ File .jpg ภาพถ่ายผู้เขียนมาด้วย
  2. 3.2 ส่วนประกอบของบทความ
    1. 1) บทความวิชาการ หัวข้อและเนื้อหาควรชี้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอให้ชัดเจนและมีลำดับ เนื้อหาที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ชัดเจน รวมถึงมีการใช้ทฤษฎีวิเคราะห์และเสนอแนะประเด็นอย่างสมบูรณ์ โดยควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
      1. (1) ชื่อเรื่อง (Title)
      2. (2) บทคัดย่อ (Abstract) สรุปเนื้อหาของบทความให้ได้ใจความชัดเจน กำหนดให้มีทั้งบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเขียนเป็นภาษาไทยก่อน ความยาว 1 ย่อหน้า ไม่เกิน 250 คำ
      3. (3) คำสำคัญ (Keyword) ระบุคำที่เป็นคำสำคัญของเนื้อหาเหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นคำค้นในระบบฐานข้อมูล
      4. (4) บทนำ (Introduction) เป็นส่วนแนะนำและปูพื้นเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านทราบข้อมูลเบื้องต้นของเนื้อหา เป็นการจูง ใจให้ผู้อ่านเกิดความสนใจในเรื่องนั้น ๆ
      5. (5) เนื้อหา (Body of Text) เป็นส่วนหลักของเนื้อหาบทความ การจัดลำดับเนื้อหา ควรมีการวางแผนจัดโครงสร้างของเนื้อหาที่นำเสนอให้เหมาะสมกับธรรมชาติของเนื้อหานั้น การนำเสนอเนื้อหาควรมีความต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระนั้นได้โดยง่าย
      6. (6) สรุป (Conclusion) เป็นการสรุปเนื้อหาในบทความทั้งหมดออกมาอย่างชัดเจน และกระชับโดยมีการสรุป ปิดท้ายเนื้อหาที่เราได้นำเสนอไปแล้ว่ามีผลดีหรือผลเสียอย่างไร
      7. (7) เอกสารอ้างอิง (Reference) เขียนเอกสารอ้างอิงในรูปแบบ APA (American Psychological Association)
    2. 2) บทความวิจัย ควรมีการนำเสนอผลการวิจัยที่ได้รับอย่างเป็นระบบ โดยควรมีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ (สามารถมีหัวข้อหรือองค์ประกอบที่แตกต่างได้)
      1. (1) ชื่อเรื่อง (Title) ชื่อเรื่องควรมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยพิมพ์ชื่อเรื่องเป็นภาษาไทยและ ตามด้วยชื่อเรื่องภาษาอังกฤษในบรรทัดต่อมา
      2. (2) บทคัดย่อ (Abstract) กำหนดให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเขียนเป็นภาษาไทยก่อน ความยาว 1 ย่อหน้า ไม่เกิน 250 คำ (การเขียนบทคัดย่อ คือ การสรุปสาระสำคัญของเรื่องโดยเฉพาะวัตถุประสงค์ วีธีการ และผลการวิจัย)
      3. (3) คำสำคัญ (Keyword) ระบุคำที่เป็นคำสำคัญของเนื้อหาเหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นคำค้นในระบบฐานข้อมูล
      4. (4) บทนำ (Introduction) เป็นการอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของปัญหาและเหตุผลที่นำไปสู่การวิจัยมีข้อมูล ทางวิชาการสนับสนุนหรือโต้แย้ง
      5. (5) วัตถุประสงค์ (Research Objectives) ระบุถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการวิจัย
      6. (6) ทบทวนวรรณกรรม (Literature Reviews) นำเสนอแนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องที่นำไปสู่กรอบแนวคิดในการวิจัย
      7. (7) วิธีการวิจัย (Research Methodology) อธิบายถึงกระบวนการดำเนินการวิจัยอย่างละเอียดและชัดเจน
      8. (8) ผลการวิจัย (Results) เสนอผลการวิจัยที่ตรงประเด็นตามลำดับขั้นของการวิจัย การใช้ตารางหรือแผนภูมิไม่ ควรเกิน 5 ตารางหรือแผนภูมิโดยมีการแปลความหมายและวิเคราะห์ผลที่ค้นพบอย่างชัดเจน
      9. (9) อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) ผสมผสานปรียบเทียบและตีความผลการวิจัยให้เข้ากับหลักทฤษฎี แนวคิด และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเชื่อมโยงผลการวิจัยให้สอดคล้องกับประเด็นปัญหาการวิจัย
      10. (10) สรุป (Conclusion) สรุปสาระสำคัญของผลการวิจัยและให้ข้อเสนอแนะที่จะนำผลการวิจัยนั้นไปใช้ ประโยชน์
      11. (11) เอกสารอ้างอิง (Reference) เขียนเอกสารอ้างอิงในรูปแบบของ APA (American Psychological Association)
  3. 3.3 การอ้างอิง
  4. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นใช้รูปแบบการอ้างอิงของ APA (American Psychological Association)
  5. 1) การอ้างอิงในเนื้อหาให้ใช้รูปแบบ ดังนี้
  6.    
  7. 2) บรรณานุกรมท้ายบทให้ใช้รูปแบบ ดังนี้
    1. (1) หนังสือ
    2.    
    3. (2) บทความจากวารสาร
    4.    
    5. (3) วิทยานิพนธ์
    6.    
    7. (4) เว็บเพจ
    8.    

4. การส่งต้นฉบับ

ผู้เขียนส่งต้นไฟล์ต้นฉบับบทความ (รูปแบบไฟล์ Word และไฟล์ .Pdf) และแบบฟอร์มนำเสนอบทความเพื่อพิจารณา เผยแพร่ทางระบบ Online Submissions ที่ https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/information/authors

5. การติดตามอ่านผลงานที่ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร

ผู้เขียนที่ผลงานได้รับพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร สามารถติดตามอ่านผลงานดังกล่าวได้จาก วารสารฉบับอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บไซต์ของวารสาร (URL: http://journal.feu.ac.th) รวมทั้งจากระบบการจัดการวารสารออนไลน์ Thai Journal Online: ThaiJo (URL: https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU) สำหรับผู้เขียนที่ต้องการวารสารฉบับพิมพ์ ผู้เขียนต้องติดต่อกองบรรณาธิการเพื่อสั่งจองวารสารล่วงหน้าก่อนเวลากำหนดออกของวารสารฉบับนั้นๆ โดยอัตราจำหน่ายวารสารของแต่ละฉบับจะคิดราคาต่อเล่มตามที่โรงพิมพ์เสนอมายังกองบรรณาธิการ และค่าจัดส่งวารสารจะคิดค่าจัดส่งทางไปรษณีย์แบบสิ่งพิมพ์ในราคาเล่มละ 30 บาท

6. ดาวน์โหลดเอกสาร

แบบฟอร์มนำเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์

ผังกระบวนการการกลั่นกรองบทความของวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

Template บทความวิจัย

Template บทความวิชาการ

7. ดาวน์โหลดเอกสารสำหรับคณาจารย์มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

แนวปฏิบัติในการให้พื้นที่เผยแพร่แก่อาจารย์ภายใน

แบบฟอร์มพิจารณาคัดเลือกบทความโดยคณบดี




วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
เป็นวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นในระบบ ThaiJO